พ่อผมเป็นคนจีนอพยพที่พึ่งมาตั้งรกรากที่เมืองไทยเมื่อประมาณยี่สิบเก้าปีที่แล้ว ถ้าจะพูดให้ชัดเจนมากกว่านั้น พ่อพาแม่ที่อุ้มท้องผมอยู่ แล้วมาคลอดผมหลังจากที่ถึงแผ่นดินไทยได้ไม่ถึงครึ่งปี

ในขวบต้นชีวิตของลูกๆ คงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับพ่อแม่ทุกคน รวมถึงพ่อแม่คนจีนคู่นี้เช่นกัน

การที่ต้องมาอยู่ในประเทศแปลกหน้า ที่ไม่รู้จักใครเลย เพื่อนที่ดีที่สุดของพ่อแม่ก็คงเป็นลูกชายคนเดียวแน่ๆ แต่ผมไม่รู้ว่าพ่อได้เตรียมใจไว้รึเปล่าว่า เมื่อเวลามาถึง หลายๆอย่างจะต้องเปลี่ยนไปตามแต่วิถีและจังหวะของชีวิตจะพาไป

ผมได้มีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนประถมที่ดีที่สุดของอำเภอ ผมจำไม่ได้แล้วว่าค่าเทอมของผมตอนนั้นเท่าไหร่ แต่ผมสามารถเดาได้ว่า มันคงสาหัสแน่ๆ เพราะผมจำได้แม่นว่า เวลาพ่อซื้อดินสอตราม้ามาให้ผมใช้ ผมจะหักครึ่งเจาะรูร้อยเชือกเพราะคล้องคอผมไว้ ไม่ให้มันหาย และเกือบจะทุกเย็นผมก็จะทำให้พ่อหัวเสียเพราะผมมักจะกลับโดยที่ไม่รู้ว่าดินสอแท่งนั้นมันหายไปไหนแล้ว

นอกจากพ่อแม่ต้องเสียเงินเพื่อเป็นค่าเล่าเรียนแล้ว พ่อแม่ยังต้องเสียลูกชายหนึ่งคนให้กับวัตนธรรมไทย เพราะยิ่งนานวันที่ผมเรียนในโรงเรียนไทย ความคิดความอ่านผมก็เริ่มออกห่างจากร่องรอยเดิมที่มันควรจะเป็น ภาษาจีนเริ่มพูดได้น้อยลง กลับพูดภาษาไทยมากขึ้น ยิ่งผมพูดไทยมากขึ้น มันก็เริ่มมีกำแพงระหว่างผมและพ่อที่หนาขึ้น พ่อกับแม่ยังพูดไทยไม่ดีและ แน่นอน พวกท่านอ่านไทยไม่ออกเลย ผมว่าการที่พ่อแม่ไม่สามารถสอนการบ้านให้ลูกไทยคงเป็นความเครียด และความทุกข์ระดับหนึ่งเหมือนกันนะครับ และการที่วันหนึ่งพ่อแม่มาค้นพบว่าตัวเองเริ่มไม่เข้าใจสิ่งที่ลูกในไส้กำลังพูด...มันคงเป็นความเศร้าทวีคูณที่ไม่สามารถอธิบายได้แน่ๆครับ

ด้วยความที่พ่อเป็นคนอารมณ์ร้อน โมโหร้าย สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้กำแพงระหว่างผมและพ่อมันยิ่งก่อตัวสูงขึ้น หนาขึ้น จนวันหนึ่งมันสูงซะจนเราทั้งคู่ต้องปีนหากัน....

ผมว่าช่วงเวลาที่ผมอยู่มัธยมปลาย คงเป็นเวลาที่เลวร้ายที่สุดของความสัมพันธ์ระหว่างผมและพ่อ ดูเหมือนว่าความเป็นวัยรุ่นจะทำให้ปัญหาที่มันแย่อยู่แล้ว เลวร้ายลงไปอีก ผมยังคงถูกพ่อตีอย่างสม่ำเสมอดัวยเหตุผลต่างๆนานาที่เด็กวัยรุ่นหนึ่งจะพยายามสรรหามาทำ ผมเริ่มเก็บตัวไม่คุยกับคนอื่นๆในครอบครัว มันเป็นเวลาหลายปีอยู่ที่ผมใช้ชีวิตอย่างคนแปลกหน้าในบ้าน จนผมจบมัธยมปลาย....ชีวิตผมจึงได้เริ่ม

ผมถือว่าการที่ผมได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศพม่าเป็นการเริ่มต้นชีวิตจริงๆของผม การที่ได้อยู่กับคนเดียวบางครั้งมันก็ทำให้เราได้มีโอกาศเดินช้า มีเวลาทำความรู้จักกับตัวเองมากขึ้น มีเวลาคิดถึงเรื่องต่างๆ ที่เราไม่เคยสนใจ

ผมมีโอกาสได้คุยกับพ่อบางครั้งทางโทรศัพท์ ซึ่งผมยังคงความเย็นชา และเป็นคนแปลกหน้าเหมือนทุกครั้ง แต่มีเปลี่ยนไปคือ ผมเริ่มรู้สึกได้ถึงบางอย่างผ่านสายโทรศัพท์ในตัวพ่อผม ในตัวแม่ผม

จนวันหนึ่ง สิ่งต่างๆคงถึงที่สุดของตัวมันเอง....พ่อผมเอ่ยคำขอโทษในสิ่งที่ท่านเคยทำ ในสิ่งที่ท่านทำให้ผมต้องมาอยู่ที่พม่า ผมรู้สึกได้ทันทีว่า พ่อผมคนที่โมโหร้าย คนที่เคยเอาเข็มขัดเฆี่ยนตี คนที่ไม่เคยฟังหรือแม้แต่พยายามเข้าใจผม คนที่ผมเกลียด คนคนนั้นกำลังน้ำตานองหน้าอยู่อีกฟากหนึ่งของสายโทรศัพท์ ขอคืนดีจากลูกชายตัวเอง วินาทีนั้นผมรู้สึกได้ทันทีว่า จริงๆพ่อผมก็เป็นแค่ คนๆหนึ่งที่งี่เง่าได้ ที่ทำอะไรผิดได้ เหมือนๆกับผม เหมือนกับทุกคนในโลก ผมไม่ได้พูดอะไร วางหู แล้วผมก็เริ่มร้องไห้ ร้องไห้ให้กับเวลาที่เสียไปกับความงี่เง่าทุเรศๆของตัว ร้องไห้กับความเหี้ยของตัวเอง แต่ผมรู้สึกได้ว่ากำแพงที่สูงชันนั้นมันได้ละลายแล้วด้วยน้ำตาของเราทั้งคู่ ผมแทบอยากจะวิ่งกลับเมืองไทยเพื่อกอดพ่อซะเดี๋ยวนั้นเลย

 

ทุกวันนี้ผมโทรหาพ่อเกือบทุกวัน เพียงแค่ถามว่าเป็นไงบ้าง แค่นี้นะ  หรือบางครั้งพ่อก็จะโทรหาผมเพียงเพื่อจะบอกว่า จะไปจีนนะ อีกสามวันจะกลับ แล้วก็วางหูไปซะงั้น ผมว่าพ่อผมคงอยากให้ลูกๆสนใจแกบ้าง

คงด้วยอายุที่มากขึ้นของแก หรืออายุที่มากขึ้นของผมไม่ทราบทำให้เราคุยกันรู้เรื่องมากขึ้น กลายเป็นผมเองที่บางครั้งฉุนเฉียวกับพ่อเหมือนกันในบางครั้งที่เราเข้าใจผิดกัน แต่เชื่อผมเถอะครับเรื่องไร้สาระทั้งนั้น

วันพ่อที่ผ่านมา พ่อผมยังคงโทรหาผมตามปกติ พูดกันตามปกติ เช่น เปงไงบ้าง แค่นี้นะ ตามปกติ

แต่ผมว่าการที่พ่อโทรหาผมคงเป็นการตัดพ้อในต้วว่า

"วันพ่อทั้งที ทำไมไม่โทรหาพ่อมึง"

 

ผมยังคงไม่กล้าบอกรักพ่อเหมือนเดิม...แต่อยากบอกว่า ผมคิดถึงพ่อแม่มากครับ และผมอยากกลับบ้านไปกินข้าวฝีมือพ่อมากที่สุดเลยครับ

 

 

 

ป.ล.

เอนทรีพิมพ์ที่ทำงาน พิมพ์ไปน้ำตาซึมไป คนเดินผ่านไปมาถามว่าเปงไร....ก็ตอบได้อย่างข้างๆคูๆ ว่าง่วงนอน

edit @ 6 Dec 2007 04:57:04 by doggiestyle

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณครับพี่ สำหรับข้อมูลคำตอบครับ โชคดีไปอ่านที่พี่ตอบสักบล็อคนึง เลยได้เข้ามาอ่านบล็อคนี้ครับ บทความดีๆ เยอะเลยครับ

#42 By ugg (66.79.163.94) on 2010-09-30 12:37

ซึ้งมากๆเลยค่ะค่ะ เป็นคนนึงที่ปากหนัก ไม่กล้าบอกรักพ่อแม่เหมือนกัน แต่ก็พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ให้พ่อแม่สบายทั้งกายและใจมากที่สุดค่ะ

คิดว่าบางทีคำว่ารักอาจไม่จำเป็นต้องพูดออกมา แต่มันกลับรู้สึกได้ค่ะ

ก็มันเขินนี่

#41 By ผักกาด (182.52.124.122) on 2010-07-29 21:48

ผมก็เป็นลูกผู้ชายคนนึง ที่ค่อนข้างจะมีอคติกับพ่อตัวเอง ผมไม่กล้านะที่จะบอกรักพ่อ ผมบอกเเต่กับเเม่
พ่อทำไรไว้เยอะ เราจำได้ตั้งเเต่เด็ก เเต่พ่อก็คือพ่อเรา ยังไง ผมก็รักพ่อเเละเเม่

#40 By MC (58.8.131.196) on 2010-04-20 00:35

อ่านแร้วซึ้งมากค่ะเพ่!

ป๊าหนูก้เปงคนจีนนะ นิสัยอย่างงี้เลย

แต่ยังไงหนูก้รักป๊าหนูนะ ^^

เพ่ก้อย่าลืมรักพ่อของเพ่ทุกๆวันนะคะ ... เอ่อ! ทุกวินาทีเลยดีกว่าค่ะ

สมาคมรักคุงป่ะป๊าแห่งประเทศไทย~ ฮาๆๆๆๆ***

#39 By 『 PoundSterling's 』 on 2009-11-12 20:00

งึ่มๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

#38 By 789789 (58.8.140.121) on 2009-09-24 20:37

อ่านแล้วซึ้งน้ำตาหยดค่ะ
จัดไป ๆ Hot! Hot! Hot!

#37 By KOOKKIGz on 2009-09-15 12:00

ทำไมชีวิตพี่วิชัยถึงคล้ยเราเช่นนี้นะ
พ่อไม่เคยขอโทษเรา
และกำแพงนั้นมันก็อยู่มาสิบกว่าปีแล้วล่ะ

#36 By PESSIMISM on 2009-08-08 22:11

พี่วิชัยมาโหมดซึ้งเหรอเนี่ยยยย

ปล.ไม่มีพ่อ มีแต่เตี่ย

#35 By SaiFoN on 2009-07-23 02:02

ไม่......ไม่มีพ่อ

#34 By (202.12.118.61) on 2009-07-22 17:51

Thx Thx Thx

#33 By Download All Mp3 (203.156.6.108) on 2009-07-17 01:03

question question question

#32 By ฟังเพลง (117.47.179.121) on 2009-06-28 09:05

confused smile confused smile

#31 By mp3 (117.47.179.121) on 2009-06-28 09:05

ตอนนี้ก็ง่วงนอนเหมือนกัน

ปล.รักพ่อ..

#30 By มิ้มซัง(กบ) on 2009-06-20 18:22

อ่านแล้วน้ำตาซึมเรยอ่ะ

#29 By Kieng (115.67.4.140) on 2009-05-28 23:25

ชอบเอนทรี่พี่วิชัยอันนี้มากเลยค่ะ ซึ้งตาม

#28 By Sarenai on 2009-05-10 00:24

โทรไปทุกวันก็คงจะดีนะคะ
แป๊บเดียวก็ได้ ไม่แพงมากหรอก

#27 By เม (222.123.166.203) on 2009-05-07 13:01

บันทึกแบบนี้...เคยเปลี่ยนคนที่ซึมเศร้าอย่างเรา..มาแล้ว

วัฒนธรรมการกอดในครอบครัวคนจีน(แอบปนลาวนิดนึงด้วยการใส่กลิ่นปลาร้าของพ่อนิดหน่อย)..ไม่ค่อยมีหรอก..ตำถั่ว

แต่อยากบอกว่า...ลองดูซิ...แค่กอดเฉยๆนี่แหละ
ประวิติศาสตร์ใต้จิตสำนึกเรื่องความรักความผูกพันธ์ถึงกะพรั่งพรู.....
ภาพที่เห็นยิ่งกว่ากดฟาสต์ฟอร์เวิร์ดคูณสี่ แต่ที่แน่ๆจำมันได้หมด.....หมดแม้กระทั่งว่าวันนั้นเราแอบเำกลียดและโกรธด้วยเรื่องอะไร..ช่าง..ซากอ้อยอย่างทีคุณว่า
เสียงนะเหรอ....เหอๆ..ไม่รู้ใครไปกดปุ่ม หมูเต๊ะไว้..ไ้ด้ยินแต่เสียงเหมือนลมแอร์เก่าๆหึ่งข้างหู...หือๆ.หึ..หือๆหึ...ฮืออออ.. แล้วน้ำแอร์ก็ไหลเปียกกันเต็มสองไหล่

แต่เราก็ดันโชคดี....ได้โอกาสทำแบบนั้นครั้งแรกเมื่อวันที่ต้องไปมีชีวิตแบบที่อยากได้กับใครอีกคน
และโชคดีเหลือเกินที่เราไม่เคยปล่อยโอกาสอันนั้นทำให้เราหาเรื่อง..หือ..หึ..หือ..ในโอกาสต่างๆตามประเพณีกับพี่ๆน้องๆน้าๆอาๆ ทำตาร้อนๆแดงๆกันได้ทุกงาน

แม้วันนี้ที่ไม่เหลือใครทั้ื่งคนที่เป็นใครๆและเคยเป็นใครให้กอดในอ้อมแขน

อยากตอบแทนอ้อมกอดแขนนั้นที่โอบกอดประคับประคองมาตั้งแต่พูดได้แค่เพียงภาษากาย

ขอบคุณครับ..แม่

ขอเป็นแฟนคลับของแม่ทั้งชาตินี้และชาติไหนๆต่อไป

#26 By zokzon (117.47.74.42) on 2009-04-24 17:38

ซึ้งเรยอ่าาาาา
แบ๊วก้ะรักพ่อเหมือนกานนนน

*ไปจุ๊บพ่อ*

#25 By Shut up and just go! on 2009-04-22 22:20

สำหรับพ่อ แม่แล้ว ยังไงก็รักลูกเสมอ

#24 By ~NuDeE~ on 2008-11-26 15:48

รู้สึกเหมือนกันค่ะ ทำไม ทำไม ไม่กล้าบอกรักพ่อ อยู่ห่างกันไกลคนละซีกโลก แต่ก็ยังรอ รอวันกลับไป

#23 By (149.159.3.92) on 2008-11-22 17:17

น้ำตาซึมด้วยซะงั้น...
ดีค่ะ ...กอดพ่อกอดแม่ให้ได้ทุกๆวัน
จะรู้สึกได้ถึงพลังต้านอนุมูลอิสระ....
แถมมีโอไมก้า 3 และคอลลาเจน
โดยไม่ต้องกินอาหารเสริมเลยค่ะ...กิ้วๆ

#22 By take the road on 2008-10-28 02:05

big smile

#21 By ปลาทู on 2008-06-28 09:53

ซึ้งๆ

#20 By OriJINT (125.24.3.7) on 2008-06-14 02:22

รักผู้ชายที่ดีที่สุดคนเดียวในโลก(พ่อ)

#19 By ƒake fairy™ on 2008-04-16 00:17

#18 By (124.120.228.127) on 2008-03-05 15:33

ลองคำนวณค่าโทรศัพท์ที่โทรหาแฟนดูสิเท่าใหร่...กี่ครั้งต่อวัน...
สละ วันละครั้งโทรหาพ่อแม่มั่ง...
จะได้รู้ว่าใครคือคนที่มีความสุขทีสุดในโลกเมื่อได้รับโทรศัพท์เรา

#17 By Angie (58.137.107.2) on 2008-01-03 03:33

คิดถึงพ่อเหมือนกันค่ะ

คนที่ต้องอยู่ห่างไกลพ่อแม่มันรู้สึกอย่างนี้นี่เอง

#16 By =*MoonShiNe Ze*= on 2007-12-08 03:25

วันพ่อผิงยังไม่ได้รับโทสับป๋าเลยอ่า


ป๋าโทรมาหา แต่ไม่ได้เอาโทสับไป


เฮ้ออออออออ




ป๋า เรา เปนคนที่เก่งที่สุดในโลกละ สำหรับผิง

แม่ คนที่สอง แต่ขี้บ่นคนที่หนึ่ง

โก๋ คนที่สาม และขี้บ่นคนที่สอง อิอิ

#15 By อาผิง on 2007-12-07 13:10

big smile

#14 By bakabo ลั๊ลล๊า~ on 2007-12-07 12:27

น้ำตานองแล้วพี่
เด้วเขาจะวิ่งไปกอดพ่อ

#13 By กุ๊ก (222.123.92.173) on 2007-12-07 11:14

อืมม น้ำตาซึมด้วย

ตอนนี้ก็เป็นลูกห่างบ้านคนนึงเหมือนกัน

#12 By TheDoctorWearsPrada on 2007-12-06 20:24

ซึ้งจนน้ำตาซึมเลยครับ

อยากให้กำแพงที่เราสร้างมาเพื่อป้องกันตัวเอง
จากความเจ็บปวด ทลายลง...

แม้ไม่สามารถทำได้ก็ขอให้เพียงสร้างหน้าต่างเพื่อรับแสงจากภายนอกบ้างสักครั้งก็คงจะดี

#11 By redtear on 2007-12-06 18:27

รักพ่อจังเลยค่ะ

#10 By มารน้อย (117.47.3.200) on 2007-12-06 18:16

ดีจังเลยค่ะ

อ่านแล้วรู้สึกดี



แอบบอกรักพ่อมั่งก็ได้น้า

big smile

#9 By cupcake army on 2007-12-06 16:35

ทำดีแล้วครับ

#8 By korn - - on 2007-12-06 15:32

น้ำตาซึมเลยครับ

#7 By SteP2Pump on 2007-12-06 15:04

การบอกรักเป็นเรื่องยาก ..
แต่ไม่ยากเกินไปนะจ๊ะ ..
ลองดู ๆ big smile
สู้ๆ ฮะ เปนลางจายให้ tongue

#5 By Games (203.113.123.3) on 2007-12-06 14:36

บอกรักท่านตอนที่ท่านยังอยู่ให้บอกเถอะคะbig smile

#4 By (^_^)/nana on 2007-12-06 14:21

ปีใหม่ก็ลางานไปหาพ่อสิคะ ไปกอดพ่อสักที พ่อก็คงชื่นใจแล้วล่ะ

#3 By MamiLuv on 2007-12-06 14:14

ไม่ช้าไปหรอกค่ะ ที่จะบอกพ่อว่ารัก
แค่เพิ่มความกล้าอีกนิด ท่านกำลังรอฟังจากคุณอยู่นะคะ

เมื่อวานเป็นครั้งแรกเหมือนกันที่เอามาลัยไปไหว้พ่อ
เขินเหมือนกันค่ะ แต่ทำแล้วรู้สึกดีมากมายbig smile

#2 By Darkside Emotion on 2007-12-06 13:45

รักพ่อมากๆนะฮะ ผมก็รักพ่อ และพอ่ทุกคนก็รักลูก คิดถึงลูก อยากอยู่กับลุก ขอให้มีความสุขนะฮะ ^^

#1 By closes on 2007-12-06 13:07