วันนี้มีแขกสองประเภทมานำเสนอครับ โดยทั้งสองหมวดนี้อยู่ในประเภท
 

แขกมีปัญหา


อันที่จริง เรื่องนี้ก็อยู่ในตำราการโรงแรมอยู่นะครับ แต่จำไม่ได้แล้วว่ามีอะไรบ้าง
กลัวเด็กรุ่นน้องไม่มีเรียนน่ะครับ เลยคืนความรู้ให้สถาบันไปแล้ว

แขกมีปัญหาเท่าที่ผมนึกออกจะมีอยู่สองประเภทนะ

หนึ่ง...high demand guest
แปลกันตรงๆตัวครับ แขกที่มีความต้องการสูง น้องๆที่อ่านอยู่คงจะนึกในใจว่า

เฮ้ย..มันไม่เหมือนกับ เรื่องมากยังไงครับพี่...

ไม่เหมือนครับ เรื่องมากจู้จี้ ใช้คำว่า fussy
ไอ้น้องก็คงหัวชนฝาบ้านร้าวแล้วยืนกร่างบอกว่ามันเหมือนกันไม่ใช่เหรอวะ
ความต้องการสูง กับ เรื่องมาก

เออ...มันก็ครือๆกันนั่นแหละคุณน้อง

ก็แค่เรียกแบบไฮโซ กับชาวบ้านเท่านั้นแหละครับ
high demand ก็คือเรียกฝรั่งไฮโซเรื่องมาก
fussy ก็คือเรียกฝรั่งไก่กาเก็บขี้ม้าเรื่องมาก
ทั้งสองเหมือนๆกัน

แต่เปรียบเหมือนต่อยมวย high demand ก็คงเป็นมวยไทยราชดำเนิน ที่มีพิธีไหว้ครู มีใส่นวม มีฟันยาง แล้วไอ้ fussy ก็คือมวยหลังคาราโอเกะ ยุพายาดอง ที่ไม่มีนวม กัดหู ดึงผม จิ้มตา ดีดไข่ ล้วงตูด ด่าพ่อ ฟ้องแม่ เรียกพวก อ้วกแถม

ใช่ครับ high demand คือแขกพวกที่พักห้าดาวมาเยอะ รู้ว่าอะไรถูกอะไรไม่ถูก อะไรที่โรงแรมทำให้ได้ และที่สำคัญที่สุด รู้ว่าอะไรเรียกว่า การบริการที่ดี และไม่ดี
แขกจำพวกนี้จะเป็นพวกที่คุยรู้เรื่องนะครับ แต่มีรายละเอียดเยอะ แต่ถ้าเราทำทุกอย่างได้อย่างที่พี่ๆเค้าต้องการ ทุกอย่างจะดีไปหมด และแน่นอนเค้าก็จะกลับมาอีกเรื่อยๆ รายละเอียดที่ว่ามีอะไรบ้างล่ะ
อืม...ยกตัวอย่างนักร้องชื่อดัง มาราย แครี่
ในห้องต้องมีเครื่องฟอกอากาศหกเครื่อง ต้องมีแก้วคริสตัล (ต้องเป็นคริสตัลด้วยนะ)เล็กสิบใบ ใหญ่ห้าใบ ผ้าขนหนูเล็กห้าผืน ใหญ่สิบผืน เสื้อผ้าที่ซักต้องไม่ซักรวม รถที่นั่งจะต้องนั่งรุ่นนี้เท่านั้น
และกล้วยตากซากอ้อยอีกสองหน้ากระดาษ
แขกบางคนต้องห้องเลขเบอร์นี้เท่านั้น บางคนอาจมาด้วยคำขอแปลกๆ เสื่อมๆ
เช่น...

แขก: วันสุดสัปดาร์นี้ชั้นควรไปไหนดีอ่ะ
วิชัย: สุดสัปดาห์ก็ต้องไปตลาดนัดจตุจักรโลด
แขก: ไม่เอาอ่ะ ร้อน ชั้นไม่ชอบเบียดๆ
วิชัย: งั้นไป siam paragon มั้ย
แขก: ไปมาแล้วอ่ะ ชั้นไม่ค่อยอยากช้อบปิ้งเท่าไหร่ อยาก outdoor มากกว่า
วิชัย: -*- (เมื่อกี้เสือกบอกว่าไม่ชอบร้อนๆ)งั้น...ไปวัดพระแก้วมั้ย
แขก: ชั้นไม่อยากไปที่ที่มีนักท่องเที่ยวเยอะด้วยอ่ะ
วิชัย: (ปวดตับหละ) งั้นยูนอนอยู่ที่ห้องเย็นๆมั้ย เดี๋ยวชั้นเลือกหนังให้ดูซักเรื่องอยากไปไหนค่อยมาบอกอีกรอบ
แขก: ...ก้อด่ะ

อย่างบทสนทนาข้างบนก็ไม่มีอะไรมากครับ ก็แค่ทำให้เราเสื่อมเป็นช่วงๆเท่านั้นเอง

อีกหนึ่งคำขอที่จำไม่ลืม
แขก: ชั้นต้องการซื้อบ้านทรงไทยโบราณหนึ่งหลัง
เพื่อน: อ๋อ...โมเดลใช้มั้ย ต้องการสเกลเท่าไหร่ล่ะ
แขก: ไม่ใช่..ชั้นหมายถึงบ้านทรงไทยโบราณจริงๆ
เพือน: ...............หมายถึงบ้านที่อยู่เหรอ
แขก: แล้วชั้นพูดไม่เคลียร์ตรงไหน?
เพื่อน: โอ...โอเคบ้านก็บ้าน
แขก: และต้องเป็นบ้านที่สามารถแปรรูปแยกส่วน ส่งกลับไปที่ประเทศชั้นเพื่อประกอบกันใหม่
        เรื่องเงินไม่เกี่ยง
เพื่อน: (ของหนักแล้วไงล่ะมึง บ้านนะไม่ใช่ขนมโมจิ) เดี๋ยวติดต่อกลับได้ป่ะ


จนบัดนี้ก็ไม่รู้ว่า ไอ้บ้านทรานฟอร์มเมอร์แบบที่แขกว่า มันมีอยู่จริงรึเปล่า แต่ตอนนั้นหาไม่ได้จริงๆ
เลยบอกกับแขกไปว่า บ้านทรงไทยโบาราณจริงๆ มันต้องเป็นไม้สักเท่านั้น และไม้สักเป็นไม้คุ้มครอง ไม่สามารถนำออกนอกประเทศไทย...บังเอิญแขกเข้าใจ (หลงเชื่อ) และไม่เอาอีกเลย
แขกพวกนี้ เวลาพักออกไปแล้วมักจะมีฟีดแบคกลับมาเป็นประจำ ไม่ว่าจะชมหรือด่า ก็สักอย่าง
แต่ยังไงก็แล้วแต่เหตุผลจากแขกประเภทนี้มักจะมีประโยชน์เสมอในแง่ปรับปรุงการบริการ
ถึงแม้จะแดกดัน ขากถุยในบางทีก็เถอะ

แขก fussy จะคล้ายกับข้างบน แต่ออกแนวตลกแดกมากกว่า ฮ่องกงเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดเท่าที่วิชัยคิดออกตอนนี้

กรณีทรามใจที่หนึ่ง
ฮ่องกงเก้บแมน: ชั้นจะได้ห้องอัพเกรดมั้ย
วิชัย: เออ....
ฮ่องกงเก้บแมน: ชั้นเข้ามาพักที่นี่ตั้งหลายครั้งนะ ชั้นต้องได้ดิ
วิชัย: เช็คในเครื่อง...ประวัติเข้าพัก...2 ครั้ง...
ช้างล้วง...นี่ถ้าเอ็งเกิดมาพักครบสิบครั้ง ไม่ต้องยกหุ้นส่วนโรงแรมให้เลยรึ
วิชัย: อันที่จริงห้องที่ยูได้ก็ดีอยู่แล้วนะ แต่ถ้าจะอัพเกรดมันก็จะมีค่าอัพเกรดเล็กน้อยนะครับ
ฮ่องกงเก้บแมน: อ่ะก็ได้อยู่ห้องเดิมก็ได้ แต่ชั้นขอ late check out นะ
เปรตหัวขนเอ้ย ไม่ได้ขี้ก็จะเอาตด มึงต้องเอาสักอย่างให้ได้ใช่มะ

กรณีทรามใจที่สอง
ฮ่องกงเก้บแมน: ชั้นจะได้ห้องอัพเกรดมั้ย
วิชัย: เออ....
ฮ่องกงเก้บแมน: ชั้นไม่เคยเข้ามาพักที่นี่เลย ครั้งนี้ครั้งแรก โรงแรมต้องให้อะไรสักอย่าง
...ตับหมานี่...มั่วไปเรื่อยๆเลยนะเอ็ง


ประเภทที่สอง คือ difficult guest

difficult guest นี่ผมขอเรียกสั้นๆ ง่ายๆ ว่าแขกกวนตีน ซึ่งไอ้แขก high