MyStory

บ่น งกงก

posted on 14 Mar 2011 11:58 by doggiestyle in MyStory
เอนทรีนี้ส่วนตัวเม้ก!
 
มีหลายครั้งที่ผมคิดว่า ระบบต่างๆ มันทำขึ้นมาให้เรื่องง่ายเป็นเรื่องยาก
อันนี้บ่นในสายตาของผู้บริโภคอย่างเดียวเลยนะ
ระบบลึกๆ จะเป็นยังไงไม่รู้่แหละ แต่ผมก็ยังคิดว่า การจะคิดอะไรขึ้นมา ถ้าทำให้ผู้บริโภคได้รับผลประโยชน์ที่ดีขึ้น มันก็ดีทั้งนั้นแหละ
 
1. บัตรสะสมแต้มดีวีดี
 
คิดว่าหลายคนคงจะเคยเช่าดีวีดี แล้วทางร้านเค้าจะมีการ์ดใบเล็กๆ มาให้สะสมสติ๊กเกอร์
ประมาณว่ามาเช่าทีนึงก็ได้สติ๊กเกอร์ดวงนึง สะสมครบ 10 ดวงก็ได้แลกนู่นนี่นั่น
ปัญหามันก็เกิดจากสันดานส่วนตัวผมเองแหละ
คือผมชอบลืมให้ไอ้การ์ดที่ว่าครับ และผมก็ยังชอบทำไอ้การ์ดที่ว่าหายอีกตังหาก
อันนี้เสื่อมส่วนตัวจริงๆ
แต่สงสัยอย่างเดียวจริงๆ ว่า ทำไมทีผมลืมเอาหนังไปคืน ทำไมพนักงานรู้ล่ะว่า ผมมีหนังที่เช่าค้างไว้กี่เรื่อง
และบางทีพนักงานถึงรู้ล่ะ ว่าหนังเรื่องนี้ผมเคยเช่ามาแล้วกี่ครั้ง...
 
แปลว่าทุกครั้งที่เราเช่าหนัง จะมีการเซ็นเซอร์เข้าระบบคอมพิวเตอร์ใช่ไหม
แปลว่า ตอนนี้ทางร้านเขาก็รู้ใช่ไหมว่าเราเช่าหนังมาแล้วกี่ครั้ง เรื่องอะไรบ้าง
ก็แล้วจะให้ข้าพเจ้ามาเก็บแต้มสะสมสติ๊กเกอร์ทำไมครับ?
ทำไมไม่สถิติจากการเช่าไปเลยละครับ?
แบบว่าเช่าครบเท่านี้ รับไปเลย!
 
ผมว่ามันง่ายกว่านะ
ไม่ต้องพิมพ์ไอ้การ์ด กับสติ๊กเกอร์ออกมาด้วยแหละ
 
สรุปเรื่องของเรื่องคือ...เสียดายมากที่ค้นพบว่าตัวเองเช่าหนังมากพอที่จะสะสมสติ๊กเกอร์แลกแก้วกาแฟนั่นแหละ
 
 
 
 
 
 

2. The one card

The one card เป็นบัตรสะสมแต้มในเครือเซ็นทรัล
สามารถเอาแต้มมาลดราคาของได้อีกที
(แต่จำไม่ได้แล้วว่า กี่บาทได้หนึ่งแต้ม)

ความปวดตับที่ค้นพบบ่อยๆ ก็คือ สมมุติว่าเราจะซื้อของจากมูจิ
เราเดินไปเลือกของในมูจิ ได้สิ่งของที่ต้องการจะซื้อ
พนักงานเดินมาทักว่า "เอ๊ะ เอาบัตรเดอะวันการ์คมามั้ยค่ะ มันลดราคาได้นะ"
ซึ่งแน่นอน ของลดราคาก็ต้องอยากได้ พอเราเอาบัตรเดอะวันการ์ดออกมา
พนักงานก็จะบอกว่า "แหม แหม แหม จะต้องเอาบัตรไปแลกคูปองมานะคะ ส่วนเคาน์เตอร์แลกของเนี่ย...มันอยู่ตรงนู่นนน" (ชี้ไปทางในห้าง)

โอเค เรารับได้ เพราะยังไงเราก็อยากได้ของที่มีราคาถูกลง
เราก็ออกไปตามหาไอ้เคาน์เตอร์แลกคูปอง ซึ่งจากที่เคยไปแลกๆ มา
ไอ้เคาน์เตอร์เหล่านี้เนี้ย มันมักจะถูกซ่อนไว้อย่างดี เหมือนเคาน์เตอร์ที่ห้างแอบเอาโคเคนมาขาย
คือหายากพอๆ กับหาห้องน้ำในห้าง -*-
 
พอเราออกเดินทางเพื่อแลกคูปองเสร็จ
เราก็ต้องเดินทางกลับมาที่ร้านมูจิ เพื่อเอาคูปองมาให้พนักงานอีกที
 
โคตรสะดวกครับ
 
 
เมื่อวานนี้ สดๆ
ผมกับมยุรีไปเซ็นทรัลแจ้ง เพื่อกินข้าว และไปธนาคาร
ก่อนกลับ ผมนึกขึ้นได้ว่า ต้องการซื้อสมุดโน้ตหนึ่งเล่มของมูจิซักหน่อย
(อย่าหาว่ากระแดะ แต่สมุดโน้ตของมูจิเขียนมันส์จริงๆ และรุ่นที่วิชัยใช้อยู่เป็นสมุดไม่มีเส้นไซส์ที่ใหญ่กว่า A4 เล็กน้อย คือไซส์ควายมากอะครับ ราคา 55 บาท)
และมันก็เลยเถิดไปซื้อลิ้นชักเก็บเอกสารอีกอัน...ราคารวมกันก็ประมาณ 600 บาท
พนักงานหน้ามันๆ ก็เดินมาบอกว่า ใช้บัตรเดอะวันการ์ดแลกคูปองลดราคามั้ย
อืม...เราต้องเดินทางไกลอีกแล้วใช่มั้ยครับ?
วิชัยและมยุรีเดินออกจากร้าน ไปยังอีกฝั่งของห้าง และค้นพบว่าเคาน์เตอร์แลกคูปองมันไม่อยู่ตรงนี้แล้ว
ถามพี่ยาม พี่ยามบอกว่าต้องขึ้นไปอีกชั้น
โอเค ขึ้นอีกชั้น วันหลังพี่เซ็นทรัลก็เอาเคาน์เตอร์ที่ว่าเนี่ย ไปตั้งไว้ที่ศาลาว่าการกรุงเทพเลยซิครับ?
เดินขึ้นไปถึงเคาน์เตอร์แลกแต้ม พนักงานถามว่า
"ต้องการแลกกี่เปอร์เซนต์คะ มีตั้งแต่ 10-40%"
แน่นอนครับ ผมก็บอกว่า งั้นก็แลก 40% ละกัน
พนักงาน: แต่ถ้าแลก 40% แล้วสินค้าที่จะซื้อลดไม่ถึง ก็ใช้ไม่ได้นะคะ
วิชัย: ....
พนักงาน: กลับไปถามที่ร้านก่อนมั้ยว่าลดได้กี่เปอร์เซนต์
 
ถ้าไอ้เคาน์เตอร์ที่ว่าอยู่ใกล้ๆ ร้านนะ กูจะเดินกลับและซื้อราคาเต็ม แต่นี่เดินมาก็ไกลละ
วิชัย: งั้นเอา 10% ก็พอครับ
พนักงาน: แต่ถ้าสินค้าที่ว่า ลดได้ 20% ก็จะเสียสิทธิ์นะคะ
พี่ครับ...พี่ชักเยอะแล้วนะครับ
 
ผมเดินกลับไปที่ร้านมูจิเพื่อเอาคูปอง 10% ไปให้...
คำถามคือ...ทำไมพวกแกมีโปรโมชั่นดีๆ ทั้งที ทำไมไม่ทำให้มันสะดวกไปเลยครับ?
จะให้มาเดินไปเดินกลับเพื่ิอ?
 
อันนี้บ่นส่วนตัวครับ ไม่มีอะไร
สรุปเรื่องของเรื่องที่เกิดขึ้นคือ
พนักงานมูจิคนเดิม: อ้าว แต้มไม่พอเหรอคะ
วิชัย: แต้มอะไรไม่พอครับ?
พนักงานมูจิคนเดิม: อ๋อ ก็เห็นแลกมาแค่ 10% เพราะสินค้าชิ้นนี้มันลดได้ 20%
 
 

หนังสือ กับเรื่องขี้ๆ

posted on 24 Feb 2011 12:48 by doggiestyle in MyStory
เรื่องนี้ตั้งใจจะเขียนมาหลายรอบแล้ว
แต่ไม่ได้เีขียนซักที งานยุ่งบ้าง ขี้เกียจบ้าง
วันนี้ขี้เกียจทำงาน...เอามันซะหน่อย
 
เนื่องจากว่าหนังสือเล่มใหม่ (ชื่อหนังสือว่า "ซากะ อาโออิ: สิ่งมีชีวิตในเจแปน) ของวิชัย
กำลังจะออกในงานหนังสือครั้งที่จะถึงที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์
ส่วนงานหนังสือคือวันไหน อะไรยังไง ที่ไหนเมื่อไหร่ วางแผงอะไร
ไปหาข้อมูลกันเองนะ เพราะยังไม่รู้เหมือนกัน!
 
เอนทรีนี้วิชัยขอเขียนเรื่องที่มีหัวข้อกระชับๆ ว่า
"ความคิดเห็นและคำแนะนำของข้าพเจ้าสำหรับคนที่อยากจะออกหนังสือหรือมีผลงานเป็นของตัวเองบ้าง แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไงตอนไหน"
 
ออกตัวนิดนึงว่า ผมไม่ใช่คนที่เขียนหนังสือดีหรือเขียนหนังสือเก่ง ทัศนคติผมก็อาจจะไม่โรแมนซ์ หรือมองบวก
เพราะฉนั้น ฟังหูไว้หูล่ะกัน...เอ๊ะ มึงไม่ได้ฟังนี่! งั้นปิดตาข้างนึงอ่านละกัน
 
 
- เตรียมตัวให้พร้อม
 
ตั้งแต่ออกหนังสือมา มีน้องๆ เพื่อนๆ หลายคนพยายามจะมาถามผมว่า อยากเป็นนักเขียนบ้าง จะทำยังไงดี
หรือเคล็ดลับในการเขียนงานจะทำยังไงดี
ส่วนใหญ่ ถ้านาทีนั้นผมมีเวลาน้อยมากที่จะตอบ ผมก็จะตอบสั้นๆ ว่า "เริ่มเขียนได้แล้ว และเขียนให้เยอะๆ"
ถึงผมจะมีโอกาสออกหนังสือมาแล้วสามเล่ม แต่ผมก็ยังมั่นใจว่า ผมยังไม่ได้เก่งกาจอะไรมาก
ผมแค่บล็อกเกอร์ปากหมาคนนึงที่ทะลึ่งมีโอกาสดีกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง
 
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าผมมีภาษีดีกว่าคนอื่นนึงคือ ผมมีวัตถุดิบอยู่แล้ว ถึงมันจะไม่ดีมาก แต่ก็มีปริมาณที่มากพอที่จะให้พี่บิ๊กบก. เลือกช้อป เลือกตอนที่ใช่ เลือกตอนที่ชอบ แล้วมาทำงานจากตรงนั้นต่อ
ตอนที่เริ่มทำหนังสือโรงแรม (สิ่งมีชีวิตฯ และ กรุณาฯ) ผมมีต้นฉบับในบล็อกมากกว่า 50 ตอน และเขียนเพิ่มอีก 5-6 ตอน
 
ฉนั้นถ้ายังไม่มีโอกาส จงเตรียมตัวเองให้พร้อมมากที่สุด
เพราะคุณไม่มีทางรู้ได้ว่า โอกาสจะมาหาคุณเมื่อไหร่
และส่วนใหญ่แล้ว ความเป็นไปได้ที่โอกาสจะไปหาคนที่พร้อมกว่านะครับ
อยากเป็นนักว่ายน้ำ แต่ไม่หัดว่ายน้ำ แล้วเมื่อไหร่จะมีคนชวนไปแข่งว่ายน้ำล่ะ?
 
 
 
- เขียนเยอะๆ
 
ถึงผมจะเขียนบล็อกมาร่วม 500 กว่าตอน แต่เชื่อผมซิว่างานเขียนในบล็อกกับงานเขียนหนังสือมันคนละโลกกันนะครับ เปรียบไปก็เหมือนไทยลีค กับกัลโช่ซีรีย์เอ ประมาณนั้น
วิธีแก้ง่ายๆ คือเขียนให้เยอะกว่าเดิม คิดให้เยอะกว่าเดิม ถือซะว่าการเขียนบล็อกคือการออกหนังสือหนึ่งตอน
และข้อดีที่สุดของการเขียนเยอะๆ คือ คุณจะรู้จักสไตล์งานตัวเอง
และข้อดีของการรู้จักสไตล์งานตัวเองคือ คุณจะรู้ตัวถ้าคุณเริ่มเขียนงานที่ไม่ใช่แนวคุณ
และคุณจะรู้ว่า งานแบบนี้คุณจะใช้เวลาเท่าไหร่ในการทำงาน
 
- เขียนเรื่องใกล้ตัว
 
หลายๆๆๆๆๆ คนยังคงเข้าใจว่า งานเขียนที่น่าสนใจคือพล็อตเรื่องที่โคตรฉีก โคตรแนว ไม่มีใครเคยทำ
เรื่องไซไฟที่มนุษย์โลกแต่งชุดโจงกะเบน แถบสีเขียวสะท้อนแสง ต่อสู้กับมนุษย์ต่างดาวที่ตดออกมาเป็นลูกปลาทอง ใช้ไม้กวาดดอกหญ้าเลเซอร์โดยมีท่าไม้ตายเป็นน้ำกล้วยปั่นที่สามารถละลายทุกสิ่งทุกอย่างได้
...อืม..กูจะเขียนให้ได้กระรอกอะไรขึ้นมาวะ
 
เอาใหม่ เทคสอง
หลายๆ คนยังคงเข้าใจว่า งานเขียนที่น่าสนใจคือพล็อตเรื่องที่โคตรฉีก โพดแม่มแนว ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ใครได้อ่านรับรอง มีบรรลุโสดาบัน วิ่งไปกระโดดตึกใบหยกด้วยความตื่นเต้น
ซึ่งผมจะบอกว่า คิดได้อย่างนั้นมันก็ดี
แต่...ต้องไม่ลืมว่า เมื่อไหร่ที่คุณคิดเนื้อเรื่องที่แม่งโพดแม่มฉีกแล้วเนี่ย สิ่งที่คุณต้องเผชิญคือ ความเชื่อของคนอ่าน และถ้าคนอ่านไม่อินแล้วเนี่ย ไฟปิด เอวัง จบกัน
 
เอาเปรียบเทียบกันง่ายๆ
ลองนึกถึงหนังไทยที่พล็อกเหนือโลก มีมังกร งูยักษ์ เราเชื่อมันรึเปล่า เผลอๆ เราบันเทิงในการจับผิดมากกว่าซะอีก หรือกระทั่งหนังบู๊ไทย ที่เดี๋ยวนี้แค่กระโดดจากโต๊ะเพื่อถีบผู้ร้ายในระยะครึ่งเมตร แม่งยังต้องกระโดดตีลังกาเกลียวซะหลายรอบ (ผมเชื่อว่า ถ้าเอาหนังโทนี่จามา แล้วตัดฉากตีลังกาทั้งหมดออก หนังอาจจะเหลือแค่ประมาณ ครึ่งชั่วโมง)
 
มึงจะตีลังกาให้ได้กระรอกอะไรครับ?
ตกลงมึงบู๊สมจริงป่ะเนี่ย เวลาชาวบ้านต่อยกันในร้านคาราโอเกะเนี่ย เขามีตีลังกาต่อยปากกันไหม
 
สำหรับมือใหม่หัดเขียน เขียนเรื่องใกล้ตัวที่สุด
เอาเรื่องตัวเองมาเขียนเลยยิ่งดี
 
-อย่ากลัวที่จะเล่าเรื่อง
หลายๆ ที่เริ่มเขียนมักจะอาการกลัวว่า "เฮ้ยแม่งยาวขนาดนี้ จะมีคนอินเหรอวะ"
ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดอาการเรื่องมันจะด้วนๆ รีบๆ เล่าชอบกล
ถ้าเรื่องมันตลก ก็จงค่อยๆ เล่า ค่อยๆ เร่งอารมณ์คนอ่าน ไม่ต้องรีบ
แต่คำว่า "ไม่ต้องรีบ" ในทีนี้ไม่ได้แปลว่าทำให้เรื่องมันยืดเยื้อม้วนต้วนนะครับ
ตราบใดที่เนื้อเรื่องมันยังเดินหน้าอยู่ เราก็ใช้เวลาเล่าไปครับ
 
ยกตัวอย่างเช่น 
จะเล่าเรื่องเช้านี้แมงปวดขี้ตอนอยู่บนทางด่วน
อาจจะมีท้าวความเล่าเรื่องอะไรสักอย่างเพื่อจุงอารมณ์คนดู
แล้วเล่าบรรยายกาศตอนเช้า
แล้วกระชากอารมณ์ด้วย เหตุการณ์ปวดขี้
ปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์คลี่คลาย หรือ ขี้แตกตุงกางเกงก็ว่า
แต่เรื่องมันจะเริ่มยืดเยื้อขึ้นก็ตอนที่เราเสือกไปเล่าว่า พี่คนขับขึ้นทางด่วนด้วยสมาร์ทพาส ที่ถูกคิดค้นไว้โดยใครนำเข้าโดยรัฐบาลไหน ข้อดีและข้อเสีย เห้ย เล่าเรื่องขี้อยู่!!!
แต่ สำหรับใครที่มีตะบะแข็งกล้าแล้วภาษาที่เล่าเมามันส์เอาอยู่ก็ว่ากันอีกทีครับ
จัดเข้าไป
 
 
 
- อย่าสร้างตัวเองอีกคน
 
หลายๆๆ คนก็ยังเืชื่อว่า การเขียนหนังสือคือการโชว์พลังทัศนคติที่กลั่นกรองมาโดยเวลาจนตกผลึกเรียบร้อย
 
"ผมเชื่อว่าบางครั้งคนเราต้องอยู่กับตัวเอง เพื่อให้สติและร่างกายเรารวมกันเป็นหนึ่ง เพื่อที่จะทำให้อัตตาในตัวเรามันอ่อนลง ก่อนที่เราจะเพ่งคำนึงถึงเรื่องในกระแสธารแห่งอดีต ซึ่งอาจจะมีทั้งพริ้วไหว และหยาบกระด้าง ก่อนที่จะกลั่นทุกอย่างออกมาเป็นแก่นอณูแห่งตัวเราและวางมันไว้ เพื่อที่เราจะเริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างเป็นตัวของเราเอง"
 
โหหหห...ไอ้เหี้ย...แค่เบ่งขี้เนี่ย มึงกะจะเอาซีไรต์กันเลยเรอะ!
เมื่อเช้าแม่งกูเบ่งขี้นานมาก ขี้แข็งเบ่งยากอย่างกับกูจะเบ่งวิญญาณออกมาทางรูตูด
จบ!
 
เป็นตัวเองให้มากที่สุด แล้วทุกอย่างจะดีเอง
คุณอาจจะมีสไตล์งานเขียนที่หล่อๆ ก็ดี ทำไปครับ
แต่ถ้ากำลังจะเริ่มเขียน จงอย่าพยายามหล่อ
จะทำอะไร เอาให้สุดก่อน
จัดให้เหี้ย แล้วมาหล่อ ดูหล่อกว่า ออกตัวหล่อแล้วมาเหี้ยนะครับ
ข้อดีของการที่เราไม่พยายามสร้างตัวเองใหม่ในงานเขียนคือ เราจะได้งานที่เป็นตัวเราเองจริงๆ
นี่คือภาษาของเรา วิธีของเรา
 
- อย่ารีบ
งานเขียนบางทีก็เหมือนการปวดขี้ คือต้องรอให้ทุกอย่างพร้อมแล้วไปนั่งเบ่งขี้ให้สบายอารมณ์
มีมะ ไม่รู้ทำอะไรอะ...ไปนั่งเบ่งขี้เล่นดีกว่า
เบ่งขี้เล่นอาจจะมีก็ไม่เป็นไร
แต่ไม่มีอะไรเขียน แล้วไปนั่งพยายามเขียน นอกจากจะเสียเวลาแล้ว ยังไม่สดอีกนะครับ
 
พี่บิ๊กเคยบอกว่า งานเขียนมีสองแบบ คืองานที่แม่งเขียนแบบขี้รั่ว อยู่ดีๆ ก็เขียนๆๆๆ ซัดรัวๆๆๆๆ
งานพวกนี้อาจจะไม่ค่อยดี แต่ขอโทษโคตรแม่มมันส์สุดดอก
อีกประเภท เราวางแผนไว้เรียบร้อย เริ่มแบบนี้ เดินเรื่องแบบนี้ ชูประเด็นนี้ หักมุมด้วยประเด็นนี้
ต่อด้วยมุกนี้ ก่อนที่จะตบท้ายแบบนี้
งานพวกนี้จะเป็นอารมณ์หนังชีวิตที่มีดนตรีบิวท์ดังขึ้นๆ จนฟิน แต่มันขาดอะไรบางอย่างไปนะ
หน้าที่ของคนเขียนคือทำให้มันพอดี
 
วิธีแก้ง่ายๆ คือ อย่ารีบ
เขียนอะไรได้แล้ว อย่ารีบไปให้คนอื่นดู เก็บไว้ก่อน เก็บไว้สักอาทิตย์นึง แล้วกลับมาอ่านใหม่
เราจะคิดอะไรขึ้นได้อีก เขียนเพิ่มเข้าไป หรือแก้ให้ดีขึ้น เก็บไว้อีก สามสี่วัน แล้วกลับมาอ่านใหม่
ถ้าอยากแก้ ก็แก้อีก เก็บไ้ว้อีก จนเรารู้สึกมันโอเคละ
ค่อยไปให้คนอื่นดู
 
วิธีไม่รีบนี้ก็เอามาประยุกต์ทำงานได้นะครับ ผมเรียกวิธีนี้เอาเองว่า เขียนแบบ layer
(layer เหมือน photoshop นั่นแหละ)
เช่นเรามีเรื่องหนึ่งเรื่องที่อยากเล่า แต่ไม่รู้จะทำยังไงกับมัน
เราเริ่มเขียนเรื่องเลยครับ เขียนเล่าแบบ 1 - 2 - 3 เอาให้ได้เริ่่มจนจบ - ได้หนึ่ง layer
จากนั้นเก็บมันไว้ ดองมันไว้
แล้วเราเพิ่มอีกชั้น เพิ่มรายละเอียดปลีกย่อยเข้าในเรื่อง เพิ่มมุกตลกเข้าไป เพิ่มเนื้อหาเข้าไป
เก็บมันไว้อีก ดองไว้
แล้วเราก็เพิ่มอีกชั้น อีกชั้น อีกชั้น จนเรารู้สึกพอใจกับมัน
แต่ไอ้การไม่รีบ ก็มีข้อจำกัดคือ อย่าทิ้งไว้นานเกิน มันจะไม่สด หรือเราเบื่อมันเอง
 
 
พอเราเริ่มเขียน และเขียนอย่างอยู่ตัวแล้ว ก็คือการสะสมงานให้ได้ปริมาณแล้วครับ
ผมไม่รู้ว่าหนังสือ 1 เล่มต้องการต้นฉบับขนาดไหน
แต่เท่าที่พี่บิ๊กเคยพูดๆ ให้ฟังก็คือ ต้นฉบับหนังสือหนึ่งเล่มควรจะมี 80หน้ากระดาษ A4 เป็นอย่างน้อย
หรือคิดให้ง่ายกว่านี้คือ 1หน้ากระดาษ A4 เท่ากับ 2 หน้ากระดาษหนังสือพ๊อกเก็ตบุ๊ค
 
อย่างที่บอกว่าผมโชคดีที่มีโอกาสมาเจอ ก็เลยทำให้ผมไม่เคยมีประสบการณ์ส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์มาก่อน
แต่เท่าที่เคยฟังพี่บิ๊กบ่นๆ มาก็คือสำนักพิมพ์ต้องการต้นฉบับดังต่อไปนี้ (เท่าที่ผมจำได้นะ)
 
1. ส่งต้นฉบับที่เขียนเสร็จแล้วทั้งหมดเป็นกระดาษ และที่สำคัญที่สุด เขียนเนื้อเรื่องย่อไว้ให้มาตังหาก
คิดดูครับ ถ้าต้นฉบับคุณเป็นเรื่องรัก ที่แม่งจะค่อยๆ พีคขึ้นมา และพีคสนุกสุดโคตรแม่งน้ำตาแตกตาย ที่หน้า 30 เป็นต้นไป..คุณคิดว่าสำนักพิมพ์ที่วันๆ นึงมีต้นฉบับส่งมาทีละเยอะๆ เขาจะมาอดทนอ่านถึงหน้าที่ 30 ไหม?
เพราะงั้น ง่ายสุด เขียนสรุปเรื่องย่อมาให้ด้วย
 
2. มีชื่อที่อยู่ติดต่อได้ด้วยครับ อย่าคิดว่าตรงซองมีชื่อที่อยู่แล้ว สำนักพิมพ์ก็น่าจะมาดูที่ซองจดหมายเองดิ
เขียนเพิ่มนิดนึงตรงต้นฉบับก็ดีนะแก ไหนๆ ก็ส่งไปให้เค้าอ่านแล้วนี่
 
 
ทีนี้เรื่องมันจะเป็นยังไงต่อแล้วก็ไม่รู้ ตัดวูบมาตรงที่จะทำต้นฉบับละกันเนอะ
นักเขียนแต่ละคนอาจมีวิธีไม่เหมือนกัน แต่อันนี้ขอยกตัวอย่างของ...
 
หนังสือเล่มใหม่ของผม "ซากะ อาโออิ: สิ่งมีชีวิตในเจแปน"
 
 
1. ทำต้นฉบับ
ถึงผมจะเคยออกหนังสือกับอะบุ๊คแล้วยังไงบ้าง ก่อนเริ่มเล่มใหม่ ผมก็ยังคิดว่า เราควรจะไปถามสำนักพิมพ์ก่อนว่า เราจะเขียนเรื่องแบบนี้นะ เรื่องประมาณนี้นะ ต้องการไหม หรือว่าควรจะมีประเด็นไหนอีกที่ควรจะทำ
พอพี่บิ๊กคิดว่า น่าสนใจดี เราก็เข้าสู่การทำต้นฉบับ
 
จัดการตามข้อข้างบนเลยครับ เขียน เขียน เขียน อ่าน อ่าน อ่าน เขียนอ่านเขียน และเขียน
ในกรณีของซากะ อาโออินี้เนี่ย ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ไม่เคยเขียนลงบล็อกมาก่อน และเป็นเรื่องที่ผมเขียนทั้งๆ ที่ไม่ค่อยมีเวลา มันก็เลยทำให้ต้นฉบับเรื่องนี้กินเวลาไปเกือบปีในการเขียน (ตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่แล้ว ถึง ธันวาคมปีที่แล้ว)
และเนื่องจากผมไม่เคยเขียนหนังสือแนวนี้มาก่อน ก็เลยทำให้ยิ่งเสียเวลาในการปรับแก้ให้จนกว่าตัวผมเองจะพอใจต้นฉบับตัวเอง และพอทุกอย่างเขียนจนเข้าที่เข้าทางแล้ว ผมก็จัดการวางมันไว้เฉยๆ ซักอาทิตย์สองอาทิตย์
แล้วกลับมาอ่านมันอีกรอบ แก้อีกรอบ อ่านอีกรอบ แก้อีกรอบ
จนเราคิดว่าเราอ่านทั้งหมดได้โดยที่ไม่ติดขัดอะไร
 
- ถึงไม่รีบ แต่อย่าสบายเกิน
ถึงตรงนี้เพื่อให้ตัวเราเองไม่สบายจนทำให้หละหลวมเกินไปจนทำให้คนอื่นเดือดร้อนเพราะรอต้นฉบับเรา
ถึงงานช่วงนี้จะไม่มีเดดไลน์ แต่ก็อย่านิ่งนอนใจครับ คำว่าเดดไลน์มันก็เหมือนงูที่ซุ่มอยู่เงียบๆ ในพงหญ้าคอยที่จะออกฉกเราได้เสมอ เพราะงั้น...ไม่ควรประมาท
 
เราก็ควรที่จะมีเดดไลน์ให้ัตัวเองครับ เช่นกะไว้เลยว่าทุกอย่างจะต้องเสร็จภายในวันนี้เท่านั้น ไม่งั้นบ้านบึ้ม (เออ นั่นแหละ...บ้านของตัวเองนี่แหละครับ)
หรือถ้าคิดว่าวิธีการตั้งเดดไลน์เองจะดูอำมหิตระเบิดพลีชีพไปนิดนึง
ใจไม่โหดเหี้ยมพอที่จะทำ เราก็ให้คนมาไล่จี้เราครับ
เช่น กรณีผม พอต้นฉบับเสร็จไปได้สัก 90% ผมก็บอกพี่บิ๊กว่าจะเสร็จแล้ว ต้องการทั้งหมดวันไหน
แล้วก็จัดแจงซุมไฟลนตูดตัวเองอย่างบรรจงที่สุด
 
ถ้าเราทำต้นฉบับเสร็จหมดแล้ว พอใจแล้วก็ส่งได้เลย แต่ถ้ายังรู้สึกว่า มันยังไม่ใช่ มันยังไม่สุดหรือมันน่าจะทำได้มากกว่าซิน่า เราก็จัดแจงดองต้นฉบับก่อนครับ แล้วค่อยกลับมาอ่านอีกรอบ แต่ต้องอยู่ในเดดไลน์นะ
พอส่งต้นฉบับทั้งหมดแล้ว ก็เข้าสู่กระบวนการที่ทำร่วมกับสำนักพิมพ์
 
 
- ยิ่งแก้ ยิ่งเยอะ
สำนักพิมพ์ก็จะเอาต้นฉบับเราไปอ่าน แก้คำผิดต่างๆ และเริ่มคอมเม้นต์ เช่นตอนนี้ยังไม่ถึง ตอนนี้ยังไม่โดน
ช่วงไหนควรแก้ ช่วงไหนควรลดเพราะเยอะไป
อย่างหนังสือโรงแรมที่เคยทำ มีตอนที่แก้กันซะจน ตกลงว่า ตัดทิ้งมันเลย อย่าเอาไปลงหนังสือเลยละกัน เพราะยิ่งแก้ ก็ยิ่งยาก
 
อย่างอะบุ๊คเองค่อนข้างจะปล่อยเรื่องภาษาคำหยาบ แต่ก็จะมีบางคำที่พี่บิ๊กไม่ปล่อย อันนี้ก็ต้องหาคำอื่นมาแทนที่ยังได้อารมณ์ช่วงนั้นเหมือนเดิม
หรือกระทั่งประเด็นนี้ไม่ควรเล่นว่ะ (ถึงจะเล่นมาในบล็อกแล้วก็ตาม) เพราะอาจจะมีปัญหาก่อดราม่าขึ้นมาได้
ท่อนนั้นทั้งท่อนก็จะแก้ไข หรือถ้าแก้แล้ว ไม่ไ้ด้ฟิลเหมือนเดิม ก็ตัดทิ้งไปเลยครับ
 
พออีดิทแรกที่สำนักพิมพ์รับไปดูและส่งกลับมาแก้เสร็จไปแล้ว
ก็จะเข้าสู่อีดิทต่อไปที่จะลงรายละเอียดมากกว่าเดิม ที่นี้จะเจาะเป็นคำๆ ด้วยซ้ำมั้ง
เช่นมุขนี้คำนี้เปลี่ยน เพราะยังไม่ถึง
หรือมุขนี้ประโยคเคยเล่นมาแล้ว ควรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น
 
ช่วงนี้จะถือว่ายากก็ยากนะครับ เพราะบางทีไอ้การหาคำหนึ่งคำมาแทนค่าให้เท่าๆ กับคำเดิมและให้ได้อารมณ์เดิม มันก็ยากเหมือนกันนะ หรืออย่างเช่น
ย่อหน้านี้ กับย่อหน้านี้ มันดูเหมือนยังไม่เชื่อมกันเท่าไหร่ ไปหาทางแก้มาซิ
อืม....ก็ต้องเขียนเพิ่มให้ลงตัวกันมากขึ้น และต้องไม่ออกทะเลด้วย
 
ส่วนใหญ่อีดิทนี้ผ่านไป ก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรแล้วแหละ
ปัญหาต่อมาที่จะเจอก็คือ ชื่อหนังสือ...
 
- ชื่อหนังสือ
ชื่อหนังสือเป็นอะไรที่โคตรแม่มจะยาก
ในการคิดชื่อหนังสือหนึ่งชื่อ มันอาจจะใช้เวลาเท่าๆ กับกระบวนการทำต้นฉบับทั้งหมดรวมกันก็ได้
อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าชื่อหนังสือก็เหมือนกับชื่อหนัง ควรจะโดน เก็ท กระชับ น่ารัก จักรวาลซากอ้อย กระรอกเกาะ
 
ยกตัวอย่าง "กรุณาอย่ารบกวน"
ชื่อนี้ได้มาโดยพี่บิ๊กตอนตี 3 ของเช้าวันที่ต้องสรุปชื่อหนังสือแล้ว
 
 
ยกตัวอย่าง "สิ่งมีชีวิตในโรงแรม"
นั่นก็ได้มาโดยพี่บิ๊กอีกนั่นแหละในวินาทีสุดท้ายเช่นกัน
 
ยกเว้น "ตะคริว ณ นิ่วใจ"
ที่ชื่อหนังสือ ได้ออกมาก่อนที่มีเรื่องทั้งหมดซะอีก (ฮา)
 
สรุปคือชื่อหนังสือสำหรับผม เป็นอะไรที่โพดแม่มยากมากที่จะคิดออกมาได้ ก็เล่นเอาจะวันสุดท้ายๆ ของการทำต้นฉบับ
พอพ้นช่วงนี้ไปแล้วก็เ้ข้าสู่กระบวนการทำภาพประกอบต่างๆ หน้าปกอาร์ตเวิร์ค
 
ระหว่างนี้เราก็ได้แต่นั่งลุ้นไปว่าหนังสือของเราหน้าตาจะเป็นอย่างไร
ออกขายแล้วจะมีคนซื้อไหม
คนซื้อแล้วจะมีคนด่าเราไหม
 
มันลุ้นดีนะ
 
 
;-p
 
 
 
อนึ่ง...ตอนนี้หนังสือเล่มใหม่ของวิชัย "ซากะ อาโออิ: สิ่งมีชีวิตในเจแปน"
เข้าสู่โรงพิมพ์เรียบร้อยแล้วนะครับ
พบกันได้ครั้งแรกที่สัปดาห์หนังสือปลายเดือนมีนาคมนะ
 
รายละเอียดติดตามกันต่อไป